ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

  เรื่องสั้น....บังเอิญ... (84 อ่าน)

3 ธ.ค. 2565 18:28





บังเอิญ

By: ดินสอสีน้ำ





กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านดงยาง ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ทางภาคเหนือของประเทศไทย มีเด็กน้อยวัยเก้าขวบ นามว่า น้อยหน่า มีรูปหน้ามน แก้มป่อง ดวงตากลมโตแจ่มใสยิ้มแย้มอารมณ์ดีตลอดเวลา กำลังเดินตามหลังมารดาของเธอกลับบ้าน หลังจากซื้อของในตลาดสดเรียบร้อยแล้ว เด็กหญิงน้อยหน่าอมยิ้มติดแก้ม เมื่อหันกลับไปมองทางด้านหลัง ยังเห็นสุนัขตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งอายุประมาณสี่หรือห้าเดือน ขนสีน้ำตาลปนดำ กำลังเดินตามหลังเธอมาต้อย ๆ โดยที่มารดาของเธอไม่รู้

เด็กหญิงน้อยหน่า เจอสุนัขตัวนี้ตั้งแต่อยู่ในตลาด เห็นมันเดินเร่ร่อนไปมาคล้ายเสาะหาของกิน ด้วยความสงสาร เด็กหญิงน้อยหน่าจึงขอให้มารดาซื้อลูกชิ้นปิ้งให้สองไม้ โดยบอกกับมารดาว่าเธอหิวข้าวแล้ว ความเป็นจริงเธอแอบโยนลูกชิ้นปิ้งไปให้กับเจ้าสุนัขน้อยตัวนั้นหนึ่งไม้ ส่วนเธอก็กินเพียงหนึ่งไม้ เจ้าสุนัขพอได้กินลูกชิ้นปิ้งจากเด็กหญิงน้อยหน่า ก็เดินตามไม่ให้ละสายตา คงคิดว่าเผื่อจะได้กินเพิ่มอีกสักไม้ เด็กหญิงน้อยหน่าอาศัยตอนที่มารดากำลังคุยเพลินกับแม่ค้าขายผักสดอยู่หน้าแผง วิ่งตรงไปหามันห่างกันราวสองเมตรแล้วบอกว่า “ถ้าอยากกินข้าวก็เดินตามไปที่บ้านสิเดี๋ยวหาข้าวให้กิน” จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปหามารดาของตน เจ้าสุนัขดูเหมือนจะฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องจึงเดินตามเด็กหญิงน้อยหน่ากลับบ้าน

“แม่คะ บ้านเราเลี้ยงหมาได้ไหมคะ”

“ถามทำไมน้อยหน่า ลูกแพ้ขนสัตว์ทุกชนิดเลี้ยงไม่ได้จ้า” มารดาตอบขณะกำลังเปิดประตูรั้วบ้าน ส่วนน้อยหน่ายืนยิ้มหน้าแป้น รอให้มารดาหันมาเผชิญหน้ากับเธอตรง ๆ

“แต่ว่า..”

“แต่ว่าอะไร” มารดาจ้องหน้าลูกสาวที่ยังไม่ยอมเข้าบ้าน

“มันเดินตามหนูมา” น้อยหน่ายิ้ม ชี้มือน้อย ๆ ของเธอไปยังเจ้าสุนัขน้อยตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนแกว่งหางดิก ๆ อยู่ห่างจากเธอไปไม่กี่เมตร ทางด้านหลัง

“อีกแล้วนะน้อยหน่า เอามันไปคืนเดี๋ยวนี้” มารดาเสียงแข็งจ้องมองลูกสาวตัวเองเขม็ง

“มันเดินมาเองหนูไม่ได้อุ้มมันมา”

“ก็น้อยหน่าเอาลูกชิ้นปิ้งให้มันกินไง มันก็เดินตามมาน่ะสิ…เข้าบ้าน… เดี๋ยวมันก็กลับไปที่ตลาดเอง ทำไมถึงไม่ยอมเชื่อแม่ คราวก่อนที่ขอเอาแมวมาเลี้ยงยังไม่ทันข้ามคืนผื่นก็ขึ้นทั้งตัว”

“นั่นมันขนแมว แต่นี่มันหมานี่คะ” เด็กหญิงน้อยหน่าทำหน้าคล้ายจะบอกว่าขนของมันไม่เหมือนกัน แต่ก็ยอมเชื่อฟังมารดาเดินเข้าบ้าน หันไปมองสุนัขตัวนั้นลอดผ่านช่องประตูรั้วทำจากไม้ เห็นมันยังยืนมองตาใสมายังเธอ เหมือนจะทวงสัญญา

“แม่คะ หนูไม่เลี้ยงมันก็ได้ แต่ขอให้หนูเอาข้าวให้มันกินหนึ่งมื้อได้ไหมคะ”

“ทำไมอีกล่ะน้อยหน่า”

“หนูบอกมันไว้ถ้าอยากกินข้าวให้เดินตามมาที่บ้าน แล้วมันก็เดินตามหนูมาจริง ๆ” ตอบไปไม่เต็มเสียงนัก

“น้อยหน่า...” มารดาเน้นเสียงลงหนัก มองลูกสาวตัวเองยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตา ก็ใจอ่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตอบ “ไปหาเองในครัว แต่แม่ไม่อนุญาตให้เปิดประตูรั้วออกไปหามัน”

“ขอบคุณค่ะแม่ หนูรู้ว่าหนูจะเอาให้มันยังไง” ตอบมารดาอย่างยินดี หันไปบอกเจ้าสุนัขนอกรั้วว่า “รอแป๊บนะ เดี๋ยวเอาข้าวมาให้”

เด็กหญิงน้อยหน่ารีบวิ่งเข้าครัว หาข้าวสวยกับต้มจืดหมูสับที่เหลืออยู่ในหม้อ มาคลุกใส่ในชามเก่าใบหนึ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นมารดาต้องเป็นธุระช่วยจัดหาให้อยู่ดี เสร็จเรียบร้อยก็รีบวิ่งมายังประตูรั้วหน้าบ้าน เห็นมันนั่งยื่นหน้าชะเง้อคอยาวมองมายังเธออย่างรอคอย

“นี่กินเสียนะ ฉันเอาแกมาเลี้ยงไม่ได้ขอโทษด้วย แม่บอกว่าฉันแพ้ขนสัตว์ แกเข้าใจใช่ไหม ถ้าขนของแกมาโดนตัวฉัน ฉันก็จะมีผื่นคันขึ้นทั้งตัว แกกินเสร็จแล้วก็กลับไปที่ตลาดนะ” เด็กหญิงน้อยหน่าเอาชามข้าวลอดผ่านใต้ประตูรั้วที่มีช่องว่างพอให้ชามข้าวลอดผ่านไปอีกฝั่งได้ แล้วนั่งลงกับพื้นมองดูเจ้าสุนัขผ่านทางช่องรั้วไม้

เจ้าสุนัขตั้งหน้าตั้งตากินข้าวในชาม โดยไม่สนใจว่าเด็กหญิงน้อยหน่าจะพูดอะไร ด้วยความหิวโหยจนกว่าจะกินหมดชามไม่หลงเหลือข้าวเลยสักเม็ด จากนั้นก็หันมาสนใจเด็กหญิงน้อยหน่าขยับมาชิดประตูรั้วส่งเสียงเห่า โฮ่ง ๆ ไปพร้อมกับการกระดิกหาง คล้ายกำลังสื่อภาษากล่าวขอบคุณอีกฝ่ายด้วยการเห่าไปสองที

“แกขอบคุณฉันเหรอ...ไม่เป็นไร กลับไปอยู่ที่ตลาดนะ เอาไว้ฉันจะขอแม่ไปตลาดด้วยบ่อย ๆ แล้วเจอกันที่ตลาดฉันจะแอบเอาขนมไปให้กินด้วย”

เจ้าสุนัขตัวน้อยยังไม่ยอมลุกไปไหน ยื่นหน้าโผล่จมูกเข้ามาทางช่องรั้วและใช้ขาหน้าข้างหนึ่งเขี่ยพื้นพยายามยื่นลอดใต้ประตูรั้ว คล้ายอยากสัมผัสมือกับเด็กหญิงน้อยหน่า

“อยากจับมือกับฉันเหรอ ได้สิ เราเป็นเพื่อนกันนะเจ้าหมาน้อย” ยิ้มระรื่นยื่นมือน้อย ๆ ของเธอออกไปจะสัมผัสกับขาหน้าข้างหนึ่งของมัน และก่อนจะได้สัมผัสถึงกัน เจ้าสุนัขก็รีบถอยเท้าตัวเองออก แถมยังเห่าโฮ่ง ๆ ตามมาอีก

“เอ้าทำไมไม่ให้ฉันจับมือล่ะ ไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันแล้วเหรอ” เด็กหญิงน้อยหน่าตกใจ พยายามยื่นมือจะไปสัมผัสกับเท้าของมัน ส่วนเจ้าสุนัขก็ถอยออกห่างจากประตูรั้ว ยืนขึ้นสี่ขาเห่าโฮ่ง ๆ เหมือนเดิม

“อ๋อ...แกเข้าใจที่ฉันบอกแกว่าฉันแพ้ขนสัตว์ใช่ไหม แกกลัวว่าฉันจะแพ้ขนของแก เลยไม่ยอมให้ฉันจับมือ ก็ได้ขอบคุณนะที่แกเป็นห่วงฉัน...” เด็กหญิงน้อยหน่ายิ้ม นิ่งคิดไปพักหนึ่งแล้วยื่นมือไปใหม่อีกรอบ “แต่ไม่เป็นไรหรอก จับมือกันแป๊บเดียวเอง เป็นสัญญาว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไง มาเร็วแป๊บเดียวฉันไม่เป็นไรหรอก จริง ๆ นะ”

เจ้าสุนัขจ้องตาใส มีอาการลังเล แต่ก็ค่อย ๆ ยื่นขาหน้าของมันมาวางบนมือของเด็กหญิงน้อยหน่าที่แบออกรอรับอยู่แล้ว สายตาของทั้งคู่สบกันนิ่ง นัยน์แววตาของเด็กหญิงน้อยหน่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มใสซื่อ ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ถึงแม้จะไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกันก็ตาม ส่วนดวงตาของเจ้าสุนัขบ่งบอกให้รู้ว่า มันจะไม่มีวันลืมเจ้าหญิงน้อยของมันแน่นอน

“น้อยหน่า เข้าบ้านได้แล้ว ไปอาบน้ำเลยเดี๋ยวพ่อกลับมาจะได้กินข้าว” เสียงตะโกนของมารดาดังมาจากภายในบ้าน

“แม่ตามแล้ว ฉันไปก่อนนะ แต่ฉันยังไม่ได้ตั้งชื่อให้แกเลยนี่นา เอาชื่ออะไรดี” ทำท่าคิด มองเจ้าสุนัขนั่งนิ่งจ้องมองมายังเธอไม่ขยับเช่นกัน “ชื่อบังเอิญ ก็แล้วกันนะหมาน้อยเพื่อนฉัน ต่อไปถ้าเราเจอกันอีก ฉันจะเรียกชื่อแกว่า บังเอิญ นะ”

เจ้าสุนัขเห่าโฮ่ง ๆ ไปสองที ถ้ามันพูดได้มันคงจะถามเจ้าหญิงน้อยของมันว่า “ไม่มีชื่ออื่นที่ดีกว่านี้แล้วเหรอ” แต่เจ้าหญิงน้อยของมันกลับเข้าใจกิริยาท่าทางของมันไปอีกแบบ คิดว่ามันชอบชื่อนี้เสียนี่

“ชอบชื่อนี้ล่ะสิ บังเอิญ ก็เราบังเอิญเจอกันที่ตลาดไง เอาชื่อนี้แหละ บังเอิญ ส่วนฉันชื่อน้อยหน่านะ จำไว้ด้วย” เด็กหญิงน้อยหน่ายิ้มแก้มปริเห็นท่าทางเห่าสองทีบวกกับการกระดิกหางของเจ้าบังเอิญก็ชอบใจ

“น้อยหน่า” เสียงจากในบ้านดังมาอีกครั้งทำให้คนที่ได้ยินถึงกับสะดุ้ง

“ไปแล้วนะบังเอิญ ไว้เจอกันที่ตลาดนะ ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ”

เด็กหญิงน้อยหน่าลุกขึ้นโบกมือลาเพื่อนใหม่ หันหลังวิ่งเข้าไปในบ้าน ซึ่งเห็นมารดายืนกอดอกคอยอยู่หน้าประตู ส่วนเจ้าบังเอิญยังยืนมองเจ้าหญิงน้อยของมันภายนอกประตูรั้ว จนเห็นว่าหายลับเข้าไปในบ้านแล้ว จึงเดินกลับไปที่ตลาดตามคำสั่งของเจ้าหญิงน้อยด้วยความรู้สึกเหงาหงอย แต่มันก็ต้องยอมรับในโชคชะตาของตัวเอง และเพื่อให้เจ้าหญิงน้อยของมันไม่ต้องมาเจ็บป่วยถ้าเลี้ยงมันแล้วแพ้ขน ทำให้มันนึกขึ้นมาได้ว่า --ถ้าตัวมันไม่มีขนตามร่างกายเลยสักเส้น-- มันจะยังมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าหญิงน้อยที่แสนใจดีมีเมตตาของมันไหม



เด็กหญิงน้อยหน่า มักขอมารดาตามไปตลาดด้วยบ่อยครั้งเมื่อมีโอกาส และเธอจะแอบหยิบเอาอาหารในครัวใส่ถุงพลาสติกซ่อนในกระเป๋าสะพายไหล่ใบจิ๋วของเธอ เอาไปให้เจ้าบังเอิญที่นั่งคอยอยู่หน้าตลาดทุกครั้งเสมอ พอมันกินอาหารมื้อนั้นเสร็จก็จะวิ่งตามหาเจ้าหญิงน้อยของมันในตลาด เมื่อเจอตัวแล้วว่าอยู่ตรงไหน ก็จะคอยเดินตามไปอยู่ห่าง ๆ หมาแมวตัวไหนเฉียดเข้าใกล้เจ้าหญิงน้อยของมันเป็นไม่ได้ เจ้าบังเอิญต้องขัดขวางเสมอ และจะเดินไปส่งถึงบ้าน จนกว่าเจ้าหญิงน้อยและมารดาของเธอเข้าบ้านเรียบร้อยก็จะเดินกลับตลาด การกระทำเหล่านี้ไม่ได้รอดพ้นสายตามารดาของเด็กหญิงน้อยหน่าไปได้ จึงทำให้นางแอบอมยิ้ม ให้กับความฉลาดของเจ้าบังเอิญ แต่เธอก็ไม่สามารถยอมรับให้เจ้าบังเอิญเข้ามาอยู่ภายในบ้านได้ ด้วยความรักและเป็นห่วงลูกสาวที่เป็นโรคแพ้ขนสัตว์



วันนี้เจ้าบังเอิญก็ทำเหมือนเช่นทุกครั้งที่มันเคยทำ คือเดินไปส่งเจ้าหญิงน้อยกับมารดาของเธอจนถึงบ้าน เพื่อตอบแทนอาหารทุกมื้อที่มันได้กิน ฉับพลันมันก็สัมผัสได้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าหญิงน้อยของมัน ซึ่งหันหลังกลับมามองหามันบ่อย ๆ เพื่อจะดูว่ามันยังเดินตามเธออยู่ไหม มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาทางด้านหน้าเป๋ไปเป๋มาคล้ายคนขี่เพิ่งจะหัดขับ จู่ ๆ รถคันนั้นก็ขี่ตรงมายังร่างเจ้าหญิงน้อยของมันพอดี เจ้าบังเอิญจึงตัดสินใจวิ่งอย่างเร็วกระโดดพุ่งไปชนเจ้าหญิงน้อยให้เซล้มไปอีกทาง ส่วนร่างของมันถูกรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นทับไว้ครึ่งตัว มันร้องครางเสียงแผ่วต่ำอยู่ในลำคอ รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว แต่มันก็ดีใจที่ได้ช่วยเจ้าหญิงน้อยของมันให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุครั้งนี้



(มีต่อ)

ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

3 ธ.ค. 2565 18:31 #1

.

สองสัปดาห์ต่อมา

“พ่อคะ วันนี้พ่อแวะไปหาเจ้าบังเอิญไหมคะ” เด็กหญิงน้อยหน่ารีบวิ่งเข้าไปหาบิดาที่กำลังจอดรถจักรยานไว้หน้าบ้านหลังกลับจากที่ทำงานซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้านมากนัก

“แวะไปดูให้แล้วล่ะ หมอบอกว่าอีกหนึ่งอาทิตย์ก็กลับบ้านได้แล้ว” บิดาตอบกลับ เดินเข้าไปโอบไหล่น้อยหน่าพากันเข้าบ้าน นึกเห็นใจในความเป็นห่วงสุนัขตัวหนึ่งของลูกสาว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมเพราะเสี่ยงเกินไปกับคนแพ้ขนสัตว์ทุกชนิดต้องเดินเข้าคลินิกรักษาสัตว์

“ขาหลังมันหักไปข้างหนึ่งเพราะช่วยหนู ถ้ามันออกมาแล้วไปอยู่ตลาดเหมือนเดิม มันจะมีแรงหาข้าวกินเองได้ไหมคะพ่อ” เด็กหญิงน้อยหน่าถามด้วยความเป็นห่วง

“อืม…พอมันหายดี ก็จะลุกขึ้นหาอาหารกินได้เอง มันยังเหลืออีกตั้งสามขาที่ใช้งานได้นี่นา”

“หนูขอเอาข้าวไปให้มันกินทุกวันได้ไหมคะ พ่อกับแม่” ตัดสินใจขอในสิ่งที่เธอพออาจจะขอได้ ทว่าความจริงแล้วอยากจะขอให้เจ้าบังเอิญได้เข้ามาอยู่กับเธอภายในบริเวณบ้านหลังนี้เสียด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างไรมันก็คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน

ฝ่ายมารดาและบิดาสบตากันก็ยิ้ม แล้วมารดาก็เป็นฝ่ายตอบว่า “พ่อกับแม่อนุญาตให้ลูกเอาข้าวให้มันกินทุกวัน วันละสองมื้อเช้ากับเย็นดีไหม”

“จริงหรือคะแม่” เด็กหญิงน้อยหน่า ตื่นเต้นดีใจ ดวงตาเบิกโต ฉีกยิ้มกว้าง แล้วพูดต่อ “เจ้าบังเอิญได้ยินมันก็คงจะดีใจค่ะ ต่อไปมันไม่ต้องอดข้าวแล้ว”

“จริงสิ แถมน้อยหน่าก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางเอาข้าวไปให้มันถึงตลาดด้วย” คราวนี้ฝ่ายบิดาเป็นคนตอบเสียเอง เห็นอากัปกิริยาของลูกสาวก็อดยิ้มตามไม่ได้

“พ่อหมายความว่ายังไงคะ หนูไม่ต้องเอาข้าวไปให้มันถึงตลาด”

“ก็หมายความว่า พ่อกับแม่อนุญาตให้ลูกเลี้ยงเจ้าบังเอิญที่บ้านหลังนี้ได้ยังไงล่ะ แต่มีเงื่อนไขข้อเดียว น้อยหน่าห้ามเข้าไปกอดหรือสัมผัสกับเจ้าบังเอิญเป็นอันขาด ทำได้ไหม”

เด็กหญิงน้อยหน่ายืนนิ่งมองหน้าบิดาและมารดาสลับกันไปมา อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนจะถูกบิดาดึงมาสวมกอดแล้วถามกลับยิ้ม ๆ “ยังไง ไม่ตอบคือตกใจไม่อยากเลี้ยงเจ้าบังเอิญแล้วเหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะ หนูดีใจมากกว่าที่จะได้เลี้ยงมัน หนูสัญญาว่าจะไม่เข้าใกล้จนทำให้ตัวเองเป็นผื่นคันค่ะ”

“ดีมาก...และแม่ก็เชื่อว่าเจ้าบังเอิญมันก็คงไม่ยอมเข้าใกล้หนูหรอกเพราะมันรู้ว่าหนูแพ้ขนของมัน” มารดาเดินเข้ามากอดเด็กหญิงน้อยหน่าบ้าง ถ้าวันนั้นไม่มีเจ้าบังเอิญเข้าไปช่วยไว้ทัน คนที่ขาหักอาจจะกลายเป็นเด็กน้อยคนนี้ จึงบอกเล่าเรื่องดังกล่าวให้กับสามีฟัง รวมถึงความฉลาดของเจ้าบังเอิญที่ไม่ยอมให้สัตว์ตัวไหนเข้าใกล้เด็กหญิงน้อยหน่าเลยซึ่งรวมถึงตัวของมันเองด้วย เพราะมันรู้ว่าเด็กหญิงน้อยหน่าแพ้ขนสัตว์ ดังนั้นทั้งคู่จึงตัดสินใจยอมให้น้อยหน่าเลี้ยงดูเจ้าบังเอิญเป็นกรณีพิเศษ หลังได้รับการช่วยเหลือจากคุณหมอ และสามารถนำกลับมาเลี้ยงดูต่อที่บ้านได้

เจ้าบังเอิญกลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านหลังนี้ ทุกวันตอนเย็นมันมักจะวิ่งสามขากะเผลก ๆ มาชะเง้อคอรอเจ้าหญิงน้อยของมันกลับจากโรงเรียนตรงประตูรั้ว และเล่นด้วยกันอยู่ห่าง ๆ เจ้าหญิงน้อยเล่นอยู่ในเสื่อผืนใหญ่ ส่วนมันเดินวนรอบเสื่อ ดูเจ้าหญิงน้อยเล่นของเล่น บางทีก็แกล้งโยนของแล้วให้มันวิ่งไปคาบมาให้ บางวันมันก็นอนหมอบเอาคางเกยหน้าขาสายตาจับอยู่ที่เจ้าหญิงน้อยนั่งเล่นกับเพื่อนของเธอตาไม่กะพริบ และในบางครั้งก็มีแมวแอบเข้ามาภายในบริเวณบ้าน จะตรงเข้าไปนัวเนียเจ้าหญิงน้อย มันจะรีบวิ่งไปดักหน้าทำเสียงเห่าเสียงขู่แล้วไล่ให้ออกไปจากที่ตรงนั้น ทว่ามีเจ้าแมวสีดำตัวหนึ่งมันไม่ยอมแพ้ มักแอบมาบ้านนี้ทุกวัน ถึงแม้จะถูกเจ้าบังเอิญเห่าไล่มันทุกวันเช่นกัน จนเย็นวันหนึ่ง น้อยหน่าเห็นเข้า ก็เดินเข้าไปหาเจ้าแมวที่มีขนสีดำทั้งตัวนั้น

“บังเอิญ ไม่ต้องไล่เจ้าดำหรอก เดี๋ยวฉันคุยกับมันเอง” สั่งให้เจ้าบังเอิญหยุดเห่า แล้วย่อตัวลงไปคุยกับเจ้าเหมียวตัวนั้น

“สวัสดีเจ้าดำ ฉันเล่นกับแกไม่ได้ เพราะแม่บอกว่าฉันแพ้ขนสัตว์ แต่ก่อนฉันเคยเอาแมวเหมือนแกมาเลี้ยงผื่นขึ้นฉันทั้งตัวเลย แม่ต้องรีบพาไปหาหมอ ขอโทษนะ”

เจ้าเหมียวได้ยินก็ร้อง ‘เมี้ยว เมี้ยว’ และไม่มีทีท่าว่าจะเดินเข้าไปใกล้เด็กหญิงน้อยหน่า ราวกับมันรู้และเข้าใจในสิ่งที่น้อยหน่าสื่อสารกับมัน

“หิวข้าวเหรอ งั้นเดี๋ยวแบ่งเอาของบังเอิญ ไปกินนะ” น้อยหน่าหันไปคุยกับบังเอิญ ซึ่งยืนนิ่ง สายตาจ้องมายังเจ้าเหมียวราวกับเตรียมพร้อมจะตะปบ ถ้ามันเดินเข้ามาหาเจ้าหญิงน้อยของมัน พร้อมทำเสียงขู่ในลำคอ “บังเอิญ แบ่งอาหารให้เจ้าดำหน่อยนะ มันคงหิว และมันก็ฟังภาษาฉันรู้เรื่องเหมือนกับบังเอิญด้วย เห็นยังมันไม่เดินเข้ามาหาฉันเลย” น้อยหน่ายิ้ม มองสบตากับเจ้าบังเอิญ

”บังเอิญวิ่งไปเอาจานของเล่น ของฉันมาให้ใบหนึ่งนะจะแบ่งอาหารให้เจ้าดำ”

บังเอิญ ได้ยินแบบนั้นก็จำเป็นต้องทำตามคำสั่ง รีบวิ่งไปคาบเอาจานของเล่นสีชมพูอ่อน ที่เจ้าหญิงน้อยนั่งเล่นอยู่บนเสื่อใต้ต้นไม้ คาบกลับมาให้อย่างไว ด้วยความกลัวเจ้าดำ จะเข้าใกล้เจ้าหญิงน้อยของมัน ภาพแรกที่เห็นคือ เจ้าดำนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน

“ขอบใจนะ บังเอิญ” หยิบจานของเล่นที่บังเอิญคาบมาวางไว้ใกล้ ๆ ส่วนเจ้าตัวก็ถอยห่างออกไป สายตากลับไปเพ่งจ้องเจ้าดำตามเดิม

“เจ้าดำ ก็ต้องขอบคุณ บังเอิญ ด้วยนะ ที่เขายอมแบ่งอาหารบางส่วนให้แก รู้ไหม”

แมวขนสีดำทั้งตัวร้อง ‘เมี้ยว’ เห็นจานอาหารของตนเองวางอยู่ แต่ไม่กล้าเข้าไปกิน รอให้เจ้าหญิงน้อยของเจ้าบังเอิญเดินห่างออกไปก่อน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เจ้าเหมียวก็หมั่นแวะเวียนทักทายกับเจ้าบังเอิญเสมอ ทุกเย็นก็จะนั่งรอกันคนละมุม เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เจ้าหญิงน้อยจะเอามาให้กับมันทั้งสอง บังเอิญเลิกเห่าเจ้าดำ เพียงแต่ใช้สายตามองอย่างเฝ้าระวัง กลัวมันจะลืมตัวเอาขนไปนัวเนียกับเจ้าหญิงน้อย ซึ่งเจ้าดำก็ไม่เคยมีท่าทีดังกล่าว

สุดท้าย ความรักของเจ้าบังเอิญ กับเจ้าดำที่มีต่อเจ้าหญิงน้อยไม่แพ้กัน ทำให้มันทั้งสองกลายเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย พวกมันมีความสุขที่ได้เห็นเจ้าหญิงน้อยที่น่ารักและแสนใจดีทุกวัน ถึงแม้ว่าพวกมันกับเจ้าหญิงน้อยจะเข้าใกล้กันไม่ได้ ขอเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียง เท่านี้ก็มีความสุขแล้วสำหรับสุนัขพิการสามขา ที่มีนามว่า ‘บังเอิญ’ และเจ้าเหมียวที่มีนามว่า ‘ดำ’อย่างพวกมันแล้วล่ะ



….The end….

ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

3 ธ.ค. 2565 18:42 #2

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ



วันนี้เอาเรื่องสบาย ๆ ไม่หนักสมอง มาให้อ่านกันค่ะ จะออกแนว นิทาน เสียมากกว่า

ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขกับการอ่าน นิทาน เรื้องนี้ ของ ดินสอสีน้ำ นะคะ

และ ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ

ดินสอสีน้ำ

ดินสอสีน้ำ

สมาชิก

ตอบกระทู้
CAPTCHA Image
Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้